เว็บฝึกเด็กออทิสติกไทยและการฝึกพูด
เว็บฝึกเด็กออทิสติกไทยและการฝึกพูด

Home สาระน่ารู้ webboard แผนที่ 4 สาขา คุยกันหน่อย บริการและรู้จักเรา รูปกิจกรรมเด็ก

 Linkโรงเรียนสมถวิล
 ความรู้ใหม่จากต่างประเทศ
 ศูนย์การศึกษาพิเศษ
 ศูนย์พัฒนาการเด็กภาคเหนือ
 สมาคมเพื่อบุคคลแอสเพอร์เกอร์ไทย
 กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณี
 เว็บความรู้autistic
 Linkพ่อแม่เด็กพิเศษ
 เว็บสาขากิจกรรมบำบัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 เพื่อคนรักลูกและครอบครัว
 ที่ภาควิชากิจกรรมบำบัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 หาโรงเรียนอยู่ใช่ไหมคะ
 หาโรงเรียนอนุบาลให้ลูก
 ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย


คุยกันหน่อย










จาก.....คุณแม่น้องอิงค์

1. ทำไมจึงพาลูกไปพบคุณหมอ เพราะว่าเราสงสัยว่าทำไมลูกเราถึงได้?
 เมื่อลูกอายุ 2 ปี 11 เดือน เราได้มีโอกาสพบเพื่อนที่เป็นคุณหมอเฉพาะทางเด็ก เมื่อทักทายกันกับลูก ลูกไม่พูดตอบโต้ ไม่สบตา ไม่สนใจ เพื่อนถามว่าอยู่บ้านคุยเก่งไหม จึงได้ปรับทุกข์ให้ฟังว่า ลูกร้องเพลงได้เป็นเนื้อเพลงยาวๆ เพลงปกติก็ร้องได้ทั้งเพลง ทั้งร้องทั้งเต้น พูดได้มากมาย สื่อได้ เช่น พูด “กิน” “นม” “น้ำ” “อึ” เห็นเครื่องบินบนฟ้ายังพูดว่า “เครื่องบินบนฟ้า” “นกจิ๊บๆ” “เป็ดก๊าบ” แต่ไม่ค่อยคุยกับเราหรือบุคคลรอบข้าง จึงได้รับคำแนะนำว่าน่าจะพาลูกไปกระตุ้นพัฒนาการเพิ่มซักหน่อย และยังช่วยนัดให้ได้พบคุณหมอเฉพาะทางด้านนี้อีกด้วยใน 2 สัปดาห์ที่ต่อมา ซึ่งคุณหมอได้พบลูกประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้วมีความเห็นว่าไม่แน่ใจ หากเป็นออทิสติก ก็เป็นแบบอ่อนมากหรืออาจเป็นจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง เช่น ดูทีวีมากไป(เพราะเรานำลูกไปจ้างเลี้ยงตามบ้าน เช้าไป-เย็นกลับและดูทีวีมากพอสมควร) แนะนำให้ไปฝึกพูด 1 เดือน แล้วนัดมาพบคุณหมออีกครั้ง
2. เมื่อคุณทราบครั้งแรกว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ? ความรู้สึกในตอนนั้น…..
 แม่ตกใจ เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อน ไม่อยากเชื่อและไม่ยอมรับ แม่ทำใจอยู่หลายสัปดาห์ แต่พ่อหนักแน่นกว่า พ่อพูดตั้งแต่วันแรกที่ทราบว่า พ่อยอมรับทุกอย่างเกี่ยวกับลูกได้ เพราะพ่อรักลูกและพร้อมที่จะช่วยลูกทุกวิถีทาง ซึ่งคำพูดนี้ทำให้แม่ได้คิด และลุกขึ้นมาทุ่มเทช่วยกันกับพ่อพาลูกให้พ้นปัญหานี้ ตั้งแต่นั้นมาพ่อค้นคว้าหนังสือเกี่ยวกับออทิสติก อ่านแม้กระทั้งจิตวิทยาเด็กพิเศษ พ่อหาความรู้ทางอินเตอร์เนท เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก/ออทิสติก นอนเที่ยงคืน, ตี 1 เกือบทุกวัน และเราได้พบว่า มีบ้านพัฒนาการครูอ้อ รับฝึกพูดของเด็กกลุ่มนี้ จึงโทรศัพท์สอบถาม และพาลูกมารับการฝึกที่นี่ ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2548 เราได้รับคำแนะนำให้พาลูกมา 3 ครั้ง/สัปดาห์ ตลอดเวลา 3 เดือน เป็นการปูพื้นฐานและปรับพฤติกรรมของลูก แล้วรอประเมินใหม่ ซึ่งเราปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันเราพาลูกไปพบคุณหมอทุกเดือน พร้อมเอกสารสรุปพัฒนาการของลูกทุกครั้ง ซึ่งดีขึ้นตามลำดับ
3. จากวันนั้น......สู่วันนี้ ลูกน้อยของเราเปลี่ยนไปจากวันนั้น?
 วันนี้เดือนพฤษภาคม 2548 ลูกอายุ 3 ปี 3 เดือน ลูกฝึกพัฒนาการที่บ้านครูอ้อมา 3 เดือนครึ่งแล้ว ซึ่งได้รับคำแนะนำให้ลดการฝึกเหลือ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม เพราะลูกดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจของทีมงานและคุณหมอ(คุณหมอนัดตรวจลูก 3 เดือน/ครั้ง แล้วชมนักหนาว่าลูกเก่งขึ้นมาก จนไม่น่าเป็นห่วง) เนื่องจากลูกสามารถพูดคุยสื่อสารได้มากขึ้น สบตา ตอบคำถาม แยกแยะสี รูปทรงต่างๆ ทำตามคำสั่ง รู้จักสัตว์ สิ่งของ พืชผักผลไม้ทั้งหลาย คุณครูในทีมงานต่างชมเชยลูกเสมอ ว่าลูกมีสมาธิในการทำงานได้ตามคำสั่งคุณครูได้ 1 ชิ้น (ส่วนงานชิ้นที่ 2 ถ้าทำต่อเลย สมาธิจะยังสั่นคลอนอยู่ ต้องฝึกกันต่อไป) ลูกรู้จักสีมากกว่า 6 สีแล้ว สวัสดี ขอบคุณ บายๆ ได้ถูกต้องตามกาลเทศะ ซึ่งบ่อยครั้งที่ทำเองโดยไม่ต้องสั่งให้ปฏิบัติ เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน และกับลูกพี่ลูกน้องที่ต่างจังหวัดได้เป็นปกติ บอกปัสสาวะ อุจจาระได้แล้วทั้งที่บ้านและโรงเรียน บอกความรู้สึก เจ็บ กลัว เย็น ร้อน หิว อิ่มได้ คุณครูแปลกใจพูดกับลูกว่า ก็หนูเพิ่งทานอิ่มเมื่อกี้นี้นา ลูกตอบว่า หิวขนม คุณครูก็ถึงบางอ้อ แล้วลูกก็ได้ขนมสมใจ หรือเวลาเย็นนะ เราไปรับลูกที่โรงเรียนช้า ลูกวิ่งเล่นอยู่ก็จะคอยมาถามคุณครูบ่อยๆ ว่า “แม่มารึยัง”
4. สิ่งที่คุณทุ่มเทให้กับลูก จนถึงวันนี้.......คุณคาดหวังอนาคตอย่างไรกับเจ้าตัวน้อยของคุณ?
 ปัจจุบันลูกในความรู้สึกของพ่อและแม่ เห็นว่าลูกมีความสามารถหรือสามารถกระทำหรือสื่อสารกันได้เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป แต่อย่างไรลูกก็คงจะต้องพัฒนาการต่อไปจนถึงวัยอันควร สิ่งที่คาดหวังกับลูกก็เพียงว่าในฐานะของความเป็นพ่อแม่ สร้างโอกาสให้ลูกส่วนลูกจะรับได้แค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ตามความสามารถของลูก สักวันหนึ่งในโลกนี้เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ลูกสามารถอยู่ในโลกนี้ในสังคมนี้ ด้วยความเชื่อมั่น เข้มแข็ง และมีความสุขได้โดยตลอดไป)
5. สิ่งที่อยากบอก อยากเป็นกำลังใจกับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษอย่างเรา.......
 อย่าให้ปัญหาของลูกมาเป็นปัญหาให้เราทะเลาะกันเอง ความอดทนเข้าใจกันสำคัญที่สุด กว่าลูกจะมาถึงวันนี้ ได้รับความช่วยเหลือร่วมมือจากทั้งทางโรงเรียน (ซึ่งคุณหมอมีจดหมายไปหาคุณครูว่า ลูกมีปัญหาด้านการสื่อสารให้คุณครูช่วยพูดคุยกับลูกมากๆ และใช้ถ้อยคำแบบใด โดยทางคุณครูได้ร่วมมือเป็นอย่างดี) จากคุณหมอ จากทีมงานบ้านพัฒนาการครูอ้อ และพ่อแม่รวมทั้งพี่สาวของลูกซึ่งอายุ 14 ปีแล้ว ซึ่งประการหลังนี้สำคัญมากเพราะอยู่กับลูกมากที่สุดใกล้ชิดที่สุด เราซื้ออุปกรณ์ และของเล่นที่เป็นประโยชน์กับพัฒนาการของลูกมาเท่าที่ทำได้ เช่น บัตรคำที่มีภาพประกอบทุกกลุ่มคำ เช่น พืช ผัก ผลไม้ สัตว์ สิ่งของรอบตัวในชีวิตประจำวัน ของเล่นที่ต้องใช้มือมากๆ เช่น หยอด กด หรือร้อยสอดช่องเล็กๆ พาลูกไปเล่นที่สวนสาธารณะ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เราช่วยกันสอนพูดให้ลูกแยกแยะ เข้าใจ จดจำ(ทุกวัน) พาไปห้างสรรพสินค้า ไปดูตรงผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ เพื่อให้เห็นด้วยขณะสอน เช่น เงาะ ทุเรียน ปลา กุ้ง ปู ขณะนั่งรถเราก็ชี้ชวนให้ดูสิ่งของข้างทาง(สอนทุกอย่างที่ผ่านหน้าว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน)
 ตลอดเวลาตั้งแต่ทราบปัญหาของลูกและยังปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ลูกต้องการเวลา ถ้าลูกเราโชคดี อาจใช้เวลาน้อยกว่าเด็กๆอีกหลายคน ในปัญหาด้านเดียวกัน แต่เราต้องคำนึงเสมอว่า ปัญหานี้ผ่านไป ในวันข้างหน้าอาจมีปัญหาใหม่เข้ามาอีกได้ ขึ้นอยู่กับในช่วงเวลานั้นๆ ลูกไปพบอะไรที่กดดันจิตใจเขา เราต้องมีกำลังใจและต้องเข้าใจและให้กำลังใจลูกเช่นกัน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ลูกได้ผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี แต่เดิมเรากังวลว่าหากคุณหมอชี้ว่าลูกเป็น ออทิสติก แม้ว่าลูกจะอยู่ในระดับอ่อนมากๆ แต่คำๆนี้ก็แปลความหมายให้ลูกเราเข้ามาในกลุ่มเด็กพิเศษแล้ว จะมีผลอะไรต่อลูกบ้างที่จะได้รับจากบุคคลภายนอกที่ได้รับทราบ คิดเลยไปไกลถึงคู่ชีวิตของเขาเลยทีเดียว คำๆ นี้ จะก่อปัญหาในการดำเนินชีวิตของลูกมากน้อยแค่ไหน ทำให้มีความคิดต่อต้านไม่อยากยอมรับ ซึ่งต่อมาเมื่อคิดพิจารณาแล้วเห็นว่า ความคิดนั้นเป็นผลเสียต่อลูกอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีความคิดว่าเพราะเรารักลูก ใครจะบอกว่าลูกเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ เราจะช่วยลูกทุกปัญหาให้เร็วที่สุด ดีที่สุด ใครจะชี้อย่างไรก็รับฟังมาประกอบการพิจารณาทุกหัวข้อเป็นประโยชน์ทั้งนั้น หากจริงอย่างที่เขาว่า เราจะได้หาทางให้ลูกได้รับความช่วยเหลือ เช่น เขาชี้ว่าลูกควรจะสบตาคนนะ ควรพูดคุยได้ประมาณ 3-4 คำนะ แต่ที่เป็นอยู่ทำน้อยหรือไม่ทำเลย ถ้าเราเห็นจริงก็ตั้งโจทย์ไว้เลยว่าปัญหาลูกข้อนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือแล้ว จะทำอย่างไรได้บ้างและรีบทำ แล้วลูกก็จะผ่านปัญหานี้ไปได้ นั่นคือลูกสื่อสารกับทุกคนได้ปกติ เขามีความสุข เราก็มีความสุขเช่นกัน บางครั้งการที่เราจัดให้ลูกได้รับการฝึกพัฒนาการ เรากลับได้เห็นว่าลูกได้รับความรู้มากว่าเด็กวัยเดียวกันที่ถูกเลี้ยงดูที่บ้านด้วยซ้ำไป เช่น การสามารถทราบและแยกแยะสี รูปทรงต่างๆ ประเภทของสัตว์ ผัก ผลไม้ ยกตัวอย่างเช่น ลูกสามารถบอกได้ว่า ส้มเป็นผลไม้ ไก่เป็นสัตว์ ม้าร้องฮี้ๆ ม้าวิ่งกั้บๆ ม้ากินหญ้าและชี้ภาพม้าได้ถูกต้องด้วย ดังนั้นจึงขอส่งกำลังใจถึงทุกครอบครัวที่มีปัญหาเช่นเดียวกับเรา

By: www.autismthai.com

<<Back     Go to คุยกันหน่อย


views[11554]  |  share   

All contents
เส่าสู่กันฟังจากใจพ่อแม่ถึงคุณๆ --->ดูรายละเอียดด้านใน
จาก.....คุณแม่น้องหมิงฟง
จาก.....คุณแม่น้องปุ่น
จาก.....คุณแม่น้องพิม
จาก.....คุณแม่น้องสแปม
จาก.....คุณแม่น้องHiroki
จาก.....คุณแม่น้องฟู่ผิง
จาก.....คุณแม่น้องแปง
จาก.....คุณแม่น้องส้มโอ
จาก.....คุณแม่น้องทิม
จาก.....คุณแม่น้องเดอะ
จาก.....คุณแม่น้องกราฟฟิค
จาก.....คุณแม่น้องหนึ่ง
จาก.....คุณแม่น้องปลื้ม
จาก.....คุณแม่น้องเสือน้อย 2
จาก.....คุณแม่น้องADA
จาก.....คุณแม่น้องป้องกัน
จาก.....คุณแม่น้องเสือน้อย
จาก.....คุณแม่น้องเบเบ๊
จาก.....คุณแม่น้องอิงค์
 

       Contact Us  
Subject/เรื่อง:  
From/จาก:  
Sender Email/อีเมล์ผู้ส่ง:  
Detail/รายละเอียด:  
       


ส่งเมล์หน้านี้ให้เพื่อน    ตั้งเว็บนี้ เปิดเป็นหน้าแรก
  Home  | สาระน่ารู้ | webboard | แผนที่ 4 สาขา | คุยกันหน่อย | บริการและรู้จักเรา | รูปกิจกรรมเด็ก



autismthai.com
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved